08 กุมภาพันธ์ 2554

แผลเป็นวันวาเลนไทน์





เพลง : แผลเป็นวันวาเลนไทน์
ศิลปิน : ฝน ธนสุนทร
เนื้อเพลง :

ไม่อยากให้ถึงวันวาเลนไทน์
14 กุมภาคราใด
หัวใจร้องไห้ทุกครั้ง
วันแห่งความรัก ต้องกลายเป็นวันรักพัง
เพราะคนเคยให้ความหวัง เขาพังรักกลางกุมภา

หลอกให้ไปหาแล้วลาลืมกัน
กุหลาบหลุดมือซีดสั่น
เห็นเขากอดกันตำตา
ตั้งแต่วันนั้นก็มัอันสิ้นคำสัญญา
แผลเป็นแห่งเดือนกุมภา
ตามล่าหัวใจทุกปี

* กุมภาปีนี้ ก็คงเหมือนปีที่ผ่าน
กุหลาบคู่รักให้กัน
แต่เรานั้นต้องเดินหลบลี้
กลัวหนามกุหลาบสะกิดแผลในใจที่มี
ให้คิดถึงคนย่ำยี
ผุดภาพความหลังรังแก

** อยากให้บาดแผลห่างใจไปพลัน
รอคนมาล้างอาถรรพ์
ลบคืนวันที่เป็นฝันร้าย
มายื่นกุหลาบ
ทับรอยที่เป็นแผลใจ
แผลเป็นวันวาเลนไทน์
จะได้จางไปซะที
(ซ้ำ *,**)

เคยได้ยินไหม? Fake โกหกทั้งเพ ดี-เสีย อย่างไรกัน?

เท่าที่จำได้นั้น Fake เป็นชื่อภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง ฉันก็ไม่แน่ใจว่าใครเป็นผู้กำกับและอีกทั้งก็ไม่ได้ดูไม่ได้ติดตาม แต่มันโดนใจจนชวนฉงนตรงที่ว่า โกหกทั้งเพ...
.....หลายมุมมอง หลายความคิด บางคนอาจจะคิดว่า การโกหกเพื่อเอาตัวรอดนั้นคงเป็นเรื่องที่ดี แต่นั่นอาจไม่ถูกต้องเสมอไป มันอาจจะก่อให้เกิดนิสัย habit โกหกจนเราไม่รู้ตัว เกิดการกระทำซ้ำที่เรียกว่า โกหกซ้ำซาก และจะทำให้เราเป็นคนขาดความน่าเชื่อถือจากบุคคลอื่นก็เป็นได้
และถ้ามองย้อนไปในอดีตชนวนที่ก่อให้เกิดสงครามก็มิพ้นการโกหกอีกเช่นกัน นั่นหมายถึง กุเรื่องบ่อนศึกบ่อนไส้ ถ้าใส่ความกันจนระหองระแหงก็เกิดสงครามรุกล้างฆ่าฟัน...ศีลข้อห้าการไม่ดื่มน้ำเมาหรือสุราในศีลห้าตามหลักพระพุทธศาสนานั้นคงมิใช่เป็นศีลที่ถูกผู้คนทำผิดบ่อยที่สุดเสียแล้วหากแต่เป็นศีลข้อสี่ว่าด้วยการไม่โกหกแทนที่
......และที่เกริ่นมานั้นไม่ใช่ประเด็นของเรื่องที่จะพูด แต่ขอพูดในเชิงลักษณะของสังคมวิทยาเรื่องเกี่ยวกับการดำรงอยู่ของชีวิตมนุษย์กับการโกหกเพื่อเอาตัวรอดจนเป็นนิสัยเสียมากกว่า ว่า นอกเหนือจากปัจจัยทางกายภาพและชีวภาพแล้ว มนุษย์ยังต้องการปัจจัยภายใน นั่นคือ จิตใจ mental or mind ความรู้สึกคิด รู้สึกผิดชอบชั่วดีนั้น ขึ้นอยู่กับการเลี้ยงดูแลและการดำรงชีวิตความเป็นอยู่ของแต่ละคนรวมถึงปัจจัยทางด้านศีลธรรม ซึ่งข้อเท็จจริงที่เป็นข้อพิสูจน์อย่างแน่ชัดยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าอะไรคือปัจจัยที่ทำให้ผู้คนต่างๆมีแง่คิดและความรู้สึกผิดชอบชั่วดีต่างกัน หากพิจารณาตามหัวข้อบทความก็จะเห็นได้ว่า คนเราขาดศีลธรรมบ้างตามธรรมชาติ เพราะในปัจจุบันสังคมโลกาภิวัฒน์ที่ถูกขนานนามว่า "สังคมหน้ากาก"(ตามความคิดผู้เขียน) เพราะว่าสำนวนที่เราฟังจนชินหูว่า "รู้หน้ามิรู้ใจ"นั้นยังมิเสื่อมคลายลงนั่นเอง เพราะตามหลักสังคมแล้ว มนุษย์โดยธรรมชาติต้องการความอยู่รอดและการเอาตัวรอดของมนุษย์เป็นเหตุผลที่ทำให้นักสังคมวิทยาหรือนักปราชญ์บางท่านสรุปแง่คิดได้ว่า "มนุษย์ทุกคนมีความเห็นแก่ตัวและรักตัวเอง" แต่ไฉนเล่าตามหลักศาสนายังสอนมิให้คนเราโกหก การโกหกเพื่อให้คนอื่นสบายใจ การโกหกเพื่อเอาตัวรอดนั้น จะถือเป็นเรื่องผิดศาสนาหรือไม่ นั่นยังไม่มีผลสรุปออกมา
..... "เสแสร้ง แกล้งทำ สำออย" คำส่อเสียดค่อนแกมอารมณ์หุนหัน ที่ใครหลายคนหลุดต่อว่าใครอีกคนที่กระทำหรือไม่กระทำดังที่พูด มันคงจะสอดคล้องกับเรื่องโกหกได้เป็นอย่างดี ไม่รู้ว่าทำไมคนเราสามารถในเรื่องนี้กันดีจริงๆ นั่นคือเรื่อง โกหก เช่น บางคน "ปั้นน้ำได้เป็นตัว" บางคนก็กุเรื่องได้เป็นเรื่อง สร้างเรื่องได้เป็นเรื่อง หากเปรียบกับการสร้างบ้าน ก็คงสร้างบ้านได้เป็นหลัง แยบคายจนแก้ปมปริศนาไม่ออก ซึ่งเป็นเรื่องละเอียดและซับซ้อนยากแก่การค้นหานัก แต่หากถามในเรื่องเหตุผลว่าทำไมถึงโกหกนั้นคงมิพ้นเรื่องการดำรงชีวิตและเอาตัวรอดในสังคมหรอก เรื่องทั้งหมดนี้รวมไปถึงเรื่องปัจจัยภายในที่กล่าวไว้ในข้างต้นว่า มนุษย์มีความต้องการทางจิตใจ ความรักความเอาใจใส่ ถ้าการโกหกทำให้ต้องสูญเสียอะไรบางอย่าง หรือทำให้บางอย่างสูยหายไป จะเป็นไปได้ไหม? ถ้าใครคนนั้นที่เจอกับเหตุการณ์ที่จะต้องสูญเสีย "ไม่โกหก" คำตอบคือ เป็นไปได้ยากมาก เพราะว่ามนุษย์ถูกเครื่องมือที่ชื่อว่า "โกหก" กระทำการครอบงำจิตใต้สำนึก unconscious ไปเสียแล้ว
.......มองย้อนกลับไปถึงตัวบุคคลแต่ละคนนั้นยากมากที่จะได้คำตอบที่ชัดแจ้ง แต่หลายๆประเทศที่พัฒนาแล้วนั้น ถือว่าการโกหกเป็นเรื่องที่นำมาสู่ความล้มเหลว เป็นตัวนำพาการคอรัปชั่น อัตราความโปร่งใสก็จะน้อยลง เพราะเมื่อเริ่มจากสิ่งเล็กๆก็จะลามไปจนเป็นสิ่งใหญ่ เป็นปัญหาระดับชาติ เมื่อการโกหกเสแสร้งแกล้งทำมาจากการกระทำหรือการพูดของบุคคลผู้มีความสามารถหรือผู้นำ หรือแม้กระทั่งผู้มีปัญญาก็ตาม
ปัญหาเรื้อรังแรมปีจนนับเกือบศตวรรษนี้ยังแก้ไขมิได้ จนต้องถึงขนาดนำมาปรับใช้หรือบังคับเป็นเฉพาะๆเรื่อง แม้ในกฎหมายเอง ดังเช่นในกฎหมายประกันภัย เหตุใดทำไมกฎหมายประกันภัยจึงต้องการหลักสุจริตอย่างยิ่ง สังเกตคำว่าอย่างยิ่ง ซึ่งแตกต่างจากหลักสุจริตโดยทั่วๆไป กล่าวคือ ตามหลักกฎหมายประกันภัย ผู้เอาประกันภัยต้องแถลงข้อเท็จจริงทุกประการในการเข้าทำสัญญาประกันภัย และขณะเดียวกันผู้รับประกันภัยก็ต้องบอกกล่าวข้อเท็จจริงแก่ผู้ทำสัญญาด้วย หากเกิดข้อพิพาทกันขึ้นก็จะง่ายแก่การเข้าใจทั้งสองฝ่ายและการฟ้องร้องบังคับคดีก็จะไม่ยืดเยื้อหาความจริงกัน อีกตัวอย่างก็อย่างเช่นในกฎหมายอาญาของไทย ความผิดในลักษณะการกระทำเท็จก็มีเหมือนกันเช่น การฟ้องเท็จ การแจ้งความเท็จ ฯการกระทำเหล่านี้ส่อแววโกหกแล้ว และเป็นเหตทำให้เกิดการทุจริตในที่สุด ถามว่า ทำไมถึงมีการบัญญัติว่าการกระทำเหล่านี้เป็นความผิด ผู้ร่างกฎหมายคงจะมองว่า โดยปกติคนเราจะห้ามมิให้ใครโกหกก็เป็นเรื่องที่ยากอยู่แล้ว หากมิบัญญัติว่าเป็นความผิด คนเราก็จะประพฤติปฎิบัติกันแบบนั้น และอาจก่อความไม่สงบวุ่นวายในสังคมได้ การแก่งแย่งชิงดีก็จะเกิดขึ้นมาก เพราะต่างฝ่ายต่างไม่สุจริตต่อกัน หาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษได้ไม่ จึงเป็นหลักสำคัญในการนำมาพิจารณาความคิดของคนเราว่า เมื่อคนเราบริสุทธิ์ใจต่อกัน แถลงข้อความจริงสำคัญบางเรื่องอันมิใช่เรื่องส่วนตัวหรือเรื่องน่าอับอายให้แก่กันนั้น เป็นสิ่งที่ดี และประสิทธิภาพเสถียรภาพความเป็นมนุษย์ก็จะดำรงอยู่ยาวนาน สามัคคีสมัครสมาน หันหน้าเข้าหากันแบบมิต้องซ่อนดาบซ่อนมีดไว้ข้างหลัง ให้เห็นรูปโฉมอันงดงามอ่อนโยนที่แท้จริง มิใช่แค่ภายนอกแต่มาจากภายใน ดำรงตนให้อยู่ในศีลธรรม ละเว้นการทำชั่ว หลีกเลี่ยงการโกหกอันเป็นศีลข้อหนึ่งในศีลห้านั้น เพียงแค่นี้ก็จะทำให้อะไรๆต่างๆดีขึ้นเอง


บทความโดย...ภุมริน

29 มกราคม 2554

เจ็บกว่านี้มีอีกไหม?ร้องไห้ออกมาทำไม?

ฉันเคยตั้งคำถามกับตัวเองว่าเมื่อไหร่ฉันจะพบรักแท้สักที? มันคงเป็นคำถามที่ดูโง่เง่าไปแล้ว หลังจากที่ฉันพบว่าตอนนี้ความรักที่ฉันมีมันพังลงแล้วและคนๆนั้นคนที่ชื่อว่าเป็นคนรักของฉัน เขาเองที่ทำให้มันพังลง....

เจ็บ....ปวด.........คำนี้ต่อให้สะกดยังไงก็ไม่ลึกซึ้งพอเท่ากับความรู้สึกจริงๆหรอก กี่ครั้งแล้วที่ฉันต้องเผชิญกับความทรมานอย่างนี้อาจเป็นเพราะกรรมเก่าของฉันมั้ง คงทำเวรกรรมอะไรมามาก เลยไม่ประสบความสำเร็จเสียที

ฉันเคยบอกตัวเองและคนหลายๆคนว่าฉันเกลียดการโกหกที่สุด เพราะฉันมีความเชื่อว่าความลับไม่มีในโลก สิ่งที่แย่และแย่ไปกว่านั้นก็คือถ้าความลับนั้นมันเป็นเรื่องเศร้าล่ะ ถ้าความลับนั้นมันทำให้คนนักต่อนักต้องหลั่งน้ำตาล่ะ แล้วจะปิดบังกันทำไม? ไม่มีอะไรในโลกที่แน่นอนจริงๆ

............เรื่องของเรื่องก็คือว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาในชีวิตของฉัน ฉันยอมรับว่าฉันเคยมีคนรักแต่ว่าฉันไม่เรียกพวกเขาเหล่านั้นว่าคนรัก เพราะว่าฉันคงรักไม่เป็น แต่ว่าฉันก็เสียใจทุกครั้งถ้าคนรักทำให้เสียใจ ผิดหวัง เศร้าโศกและมีน้ำตา ทุกๆครั้งที่เราคบกับใครสักคน ทุกคนมักจะหวังในใจว่า
เราจะเป็นเจ้าของเขาผู้เดียว เราจะรักเขาคนเดียวและมากกว่านั้นคือหวังให้เขามาเป็นคู่ชีวิตเรา
เพราะเหตุผลนี้มันเป็นไปไม่ได้สักที ฉันเลยอกหักและเสียใจมานักต่อนัก และแต่ละครั้งมันยากที่จะเยียวยา
กว่าจะหายดีก็ใช้เวลาค่อนเดือนค่อนปี ใจถึงจะเริ่มชินชา เหตุเพราะเราชินกับการได้รักใครสักคน เพราะเวลาอยู่ด้วยกันก็จะมีความสุข ประหนึ่งว่าโลกทั้งใบมีแต่เราสองคน แต่ความจริงแล้วหาเป็นเช่นนั้นไม่ เมื่อใครสักคนไม่ได้คิดเหมือนกันนั่นคือเขา แฟนเรา
.............สัญญานักต่อนักจากปากผู้ชายที่รักของฉัน มากมายเหลือเกิน ฟังจนสามารถท่องได้เหมือนแม่สูตรคูณ บ้างก็บอกจะรักจนแก่เฒ่า บ้างก็บอกจะรักจนตาย เวอร์ไปจนถึงรักกันในชาติหน้า ข้อความในสัญญาเหล่านี้มันคงไม่เกิดขึ้น ถ้าอีกฝ่ายไม่สนองรับ มีแต่อีกฝ่ายที่เสนอพูดเอง เปรียบเสมือนดังสัญญาในกฎหมายที่ฉันเรียนมา มันทำให้ฉันรู้ว่า มันไม่ถึงเป็นสัญญาเป็นแค่คำเสนอเท่านั้น ยิ่งเป็นแค่คำมั่น ก็ยิ่งเชื่อไม่ได้ เพราะขาดหลักฐานขาดการพิสูจน์ จะให้เราไปตรวจสอบก็ดูจะไม่เหมาะสมเพราะหากเรายังติดคำว่าเกรงใจเขาอยู่ ติดว่ารักเขาอยู่นั่นเอง
...........กาลเวลาหมุนไปโดยเร็ว นับไม่ถ้วนเลยจริงๆกับคำว่าเสียใจในรอบปี และในแต่ละปี ฉันก็เศร้าโศกและซวยกว่าใครหลายๆคน ไม่ว่าจะเป็นเทศกาลวันวาเลนไทน์ที่คนรักส่งมอบกุหลาบให้แก่กัน รู้ไหม?ความลับที่กำลังจะบอกนั่นคือ ฉันอกหักก่อนวันวาเลนไทน์ แม้จะได้ดอกกุหลาบจากคนล้นหลามแต่นั่นมันมิใช่มาจากคู่รักของเราเลยและอีกทั้งโชคชะตามันก็มักจะกลั่นแกล้งฉันในตอนที่ฉันมีสอบปลายภาคด้วย ไม่รู้ว่าเป็นเคราะห์ซ้ำทำกรรมใครนักหนา ทำบุญแล้วบุญเล่า เจ้ากรรมนายเวรไม่ปล่อยเสียที จนเหนื่อยใจ อนึ่ง กล่าวถึงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ คู่รักต่างพากันไปเคานท์ดาวน์กัน ควงสวีทหวานชื่น ในขณะที่ฉันนั่งเศร้าทั้งคืน บ้างก็นอนหลับข้ามปี บ้างก็นั่งดูนาฬิกาแล้วก็ส่งข้อความให้ผองเพื่อนและบ้างก็สวดมนต์ ซึ่งฉันก็เพิ่งเริ่มทำปีนี้เอง คิดว่ากุศลที่ได้ทำจะประทังชีวิตให้ราบรืื่น แต่มันกลับทรหดอะไรอย่างนี้ จนมันทำให้รู้สึกเหนื่อย ท้อแท้ใจไปหมด จนไม่ยอมทำอะไร ไม่หลับไม่นอน ไม่ทานข้าว ในขณะเดียวกัน ที่คนทิ้งเราไป เขากลับมีความสุขรื่น หายวันหายคืนประหนึ่งว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น วันเวลาผ่านไปเขากลับมีใหม่ดุจดั่งเจอแสงตะวันใหม่ มีเพียงเราที่นั่งมองดูความเหงา เดียวดาย อ้างว้าง สุดที่จะทน เพราะเราเป็นเพียงหิ่งห้อยที่ไม่อาจยอแสงได้อีกแล้ว....
............"คบกับใครก็ไม่เคยรอดเลยนะเอ็ง" คำดูหมิ่น เย้ยหยามเนืองนิตย์ของแม่ รู้ไหม?มันกลับเป็นคำที่ทำให้ฉันตอกย้ำตัวเองทุกนาทีเมื่อมีผู้ชายมาจีบ และแม้เขาจะดีสักเพียงใด สมองฉันก็คิดถึงคำนี้ทันที เหมือนว่ามันเป็นตัวกั้นให้ไม่ต้องคบใคร เพราะว่าเราอาจทำให้เขาเสียใจหรือผิดหวัง แต่ประโยคที่แม่กล่าวไว้นี้เองมันเป็นเครื่องเตือนใจที่สำคัญที่ทำให้ฉันรู้ว่าจะทำอะไรเราต้องคิดรอบคอบก่อนตัดสินใจทำลงไป
................ทีแรกฉันคิดว่าฉันรอบคอบที่สุด และอีกอย่างการที่คนเราจะรักกันได้นั้นฉันคิดว่าความไว้ใจน่าจะเป็นสิ่งที่เชื่อมความสัมพันธ์ได้ดีที่สุด แต่ตอนนี้มันกลับเป็นความคิดที่ล้าหลังไปเสียแล้ว เมื่อคนเราขาดคุณธรรม คุณธรรมข้อนั้นคือความซื่อสัตย์นั่นเอง หลายครั้งหลายหนเวลาคบใครสักคนฉันก็มักบ่นพึมพำว่าคนโน้นคนนี้โดนสวมเขา และแฟนของฉันก็โต้ตอบว่าน่าสงสารเพราะผู้ชายคนนั้นคงไม่ดีแต่คงไม่ใช่ผม ฉันไม่รู้ว่าจะพูดไปทำไมทั้งที่ตัวเองก็เป็นคนทำ และจะสงสารทำไม?สงสารฉันที่เป็นคนที่รักไม่ดีกว่าหรือ?ว่าเขาจะเสียใจแค่ไหน และคนๆนั้นที่ถูกทำร้ายก็คงเป็นคนๆนี้ที่นอนไม่หลับ เพราะอาการอกหัก มานั่งร้องไห้เสียน้ำตาประกอบกับการสาธยายความน่าสมเพชของตัวเองลงบล็อกสถานที่ให้ความกรุณาในการพรรณนาชีวิตของฉัน
.................ณ ปัจจุบัน หลังจากที่อดีตอันร้าวร้านผ่านไปแล้วฉุกละหุกมันทำให้ฉันรู้ว่าฉันประมาทไป ความจริงแล้วหากเราไตร่ตรองดีๆก็จะพบว่า ตามพระธรรมคำสอนของพุทธศาสนา สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ตอนใกล้ปรินิพพานว่า 84,000 พระธรรมขันธ์นั้นสรุปได้หนึ่งข้ออัน คือ ความไม่ประมาท ดังนั้น เหล่าท่านทั้งหลายจงอยู่โดยความไม่ประมาท ฉันคิดว่ามันเป็นอะไรที่ตอกย้ำความงี่เง่าของฉันได้อีก เมื่อฉันประมาท
หลายครั้งที่ฟังเพลง ฉันแปลกใจว่า ทำไมเดี๋ยวนี้เพลงมันสื่อในทาง..มือที่สามบ้าง ชู้ทางใจบ้าง กิ๊กบ้าง
ฉันคิดว่ามันคงเป็นอารมณ์ของผู้แต่ง แต่ที่จริงแล้วไม่ใช่เป็นแบบนั้น ผู้แต่งคงมีจุดประสงค์เพื่อเอาใจคนส่วนน้อยในสังคมที่พบปะกับโหดร้ายจากความรัก ซึ่งมันเป็นความโศกเศร้าที่ละเอียดอ่อน จะอธิบายข้อมูลตามหลักจิตวิทยาเห็นทีจะไม่เพียงพอ เพราะว่าใจคนเราแต่ละคนคิดไม่เหมือนกัน เพราะว่า .."การอกหักนั้น"มันเกิดขึ้นสองทางคืออารมณ์และความรู้สึก ส่งผลให้ทุกส่วนของร่างกายนั้นต้องอ่อนแอไปด้วย ดังนั้นจึงมีคำว่า กำลังใจ เกิดขึ้น คนเราหลายคนอยู่ไดด้วยกำลังใจ ถ้าในตอนนี้ฉันจะบอกอย่างไม่อายปากว่าฉันยังไม่มีกำลังใจจากใครจะมีใครเชื่อฉันไหม? เพราะหลังจากที่เจ็บช้ำก็ไม่เห็นมีใครหน้าไหนมาสนใจมารับรู้ และหากเราไม่เล่าเขาเหล่านั้นก็คงจะไม่ยึดติดที่จะถามเราต่อไป....ฉันเลยอยากบอกกับทุกๆคนที่ผ่านมาทางนี้ว่า
"มิ้นเสียใจกับความรัก และเสียใจกับการตัดสินใจ การกระทำของตัวเอง มิ้นปวดใจที่คนรักที่มิ้นเคยหวังในตัวเขาทำให้มิ้นปวดใจ และยิ่งไปกว่านั้น มิ้นเสียใจที่ไม่มีเวลาเทคแคร์ครอบครัว ไม่มีเวลาให้พองเพื่อน เพราะมิ้นคิดตลอดว่า มิ้นมีคนรักคอยดูแล แต่ถ้ามองจริงๆแล้ว เขาดูแลเราไม่ได้หรอก ยังห่างไกลและฉันก็ยังไม่เป็นผู้ใหญ่พอที่จะอิสระจากโลกใบนี้ จึงเป็นเหตุทำให้ฉันต้องมาเจ็บมาทรมานซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนไม่กล้าออกไปเผชิญแสงตะวัน ไม่รู้วันรู้คืน เห็นดาวเห็นเดือนกับใคร เพราะท้ายแล้วก็ต้องจมปรักกับความรักที่ทิ่มแทงใจ ยอมรับจากปากว่า ยังถอดเหล็กหรือหนามเล่มใหญ่นี้ไม่ได้ แต่เชื่อว่าเวลามันจะประโลมใจ และเชื่อว่าถ้าหากได้กำลังใจมันก็คงจะดีขึ้นบ้าง"
..............เข้าเรื่อง ตอนนี้ฉันอยู่ปีสอง เรียนมหาวิทยาลัยอยู่ ฉันคิดว่าหลังจากที่ฉันเลิกกับแฟนคนเก่าๆของฉันมานานพอควร ฉันจึงไม่คิดอยากจะมีใคร ฉันคิดว่าคงไม่มีใครจะจริงใจจริงจังกับฉัน(ปัจจุบันก็ไม่มี)จนกระทั่งฉันได้พบเขา คนที่เรียกฉันว่าแม่หมู และฉันเรียกเขาว่าพ่อหมู เริ่มรักกันยังไงนั่นไม่ใช่ประเด็น แต่สิ่งที่ฉันเพิ่งคิดและได้เห็นก็คือความไม่ซื่อสัตย์ของเขา หมายถึงเขามีใครอีกคน ซึ่งฉันคิดว่าคนเรารักกันดีอยู่แล้ว ก็ไม่น่าจะมีใคร หรือคนที่ผิดเป็นฉันอีก ฉันปากจัด ขี้งอน เอาแต่ใจ จู้จี้ ขี้บ่น ไร้สาระ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ฉันก็เป็นคนดี ฉันไม่เคยนอกใจคนรัก ฉันมีแฟนทีละคน คบทีละคน
และแต่ละคนก็ไม่มีใครรักฉันและทำตามสัญญาที่ให้ไว้ได้จริงๆ พ่อหมูของฉันเป็นคนต่างจังหวัด เขาทำงานแล้วซึ่งข้อเท็จจริงประการอื่นฉันไม่อยากพูด แต่ที่พูดนี่หมายถึงเราไกลกัน แต่รู้ไหมคะใจข้างในฉันไม่ระแวงเขาเลย มีเพียงแต่บุคคลภายนอกที่เข้ามาทำให้ฉันระแวง ฉันคิดว่าถ้าฉันรักใครสักคนฉันไม่อยากเสียเขาไป ไม่อยากให้เขาเสียใจ ฉันเลยทำตัวสบายๆไม่คิดมากและใจก็จะได้โล่งๆ ความรักของเราเป็นไปโดยสวยงามถึงขนาดที่เพื่อนหลายคนเข้ามาแซวว่าหวานกันจัง บ้างก็ของให้เราสู้กับความรัก แต่ก็น้อยคนที่จะเข้ามาบอกฉันให้ระวังตัว คนผู้นั้นคือเพื่อนบางคนของฉันและแม่ของฉัน เขาเตือนสติฉันเสมอว่า พ่อหมูของฉันอาจทุ่มเทเพื่อแลกอะไรบางอย่าง หรือว่ากำลังปกปิดอะไรเรา ฉันเองแม่หมูซึ่งวันนี้ร้องไห้ด้วยความอับอายหลังจากที่เคยเขียนบทความหนึ่งดุจว่าจะรักกันยืนยาวจะมั่นคงต่อกันไปนานๆ แต่ที่ไหนมันกลับย้อนมาซ้ำเติมในวันนี้ ซึ่งพ่อหมูของแม่หมูนั้นเขาทำไม่ได้จริงๆ
..................เราคบกันอย่างหวานชื่น จนฉันเอง ที่ขึ้นชื่อว่า บ้างาน ต้องยอมเสียสละเวลาอันมีค่าไปเที่ยวผ่อนคลายกับคนรักและยอมทุ่มเทตนกับการทำงานหนักหักโหมเพื่อจะได้อยู่ด้วยกันเวลาที่พ่อหมูมาหา แต่เขาคงไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ เพราะเวลาฉันทำอะไรให้ใครฉันไม่ค่อยพูดแต่ฉันจะทำเลย ทำลงไปเลยจะดีกว่านั่นเป็นของขวัญชิ้นสำคัญ เหตุอาจเป็นเพราะฉันชอบเรียนกฎหมายอาญากระมังฉันเลยเน้นการกระทำและเจตนา คนเราจะตัดสินอะไร ให้ดูการกระทำของเขาเป็นหลักมิใช่คำพูด ดูเจตนาของเขาดีๆว่าเขามุ่งอะไร ถ้าคำพูดมิตรงกับการกระทำ หรือการกระทำมิตรงกับคำพูดแล้วแบบนี้จะหาความสุจริตใจได้อีกหรือ?
..................แม่หมูกับพ่อหมูรักกันมากๆ แรกๆคิดว่าแบบนั้น พ่อหมูพูดกับแม่หมูเสมอว่าจะแต่งงานกับแม่หมู จะรักแม่หมู มีแม่หมูคนเดียว พาคนโน้นนี้มารู้จัก ให้เราไว้เนื้อเชื่อใจ อยากได้อะไรก็พยายามเอาใจ หามาให้ ปรนนิบัติ บริการทุกอย่าง จนเราเชื่อใจและหลงเข้าใจว่าเขารักเราอย่างสุจริตใจ ประกอบทั้งคำพูดอ้อนๆตรงๆที่ใจแข็งๆของแม่หมูคนนี้มันรับไม่ค่อยได้ เพราะว่าแต่ล่ะครั้งที่ฟังมันใจอ่อนทุกที แต่ถึงกระนั้นก็เหอะแม่หมูคนนี้ก็ไม่อาจจะชล่าใจได้ต่อไป เมื่อความเป็นจริงมันสร้างความร้าวฉานให้เห็นกันเป็นตอนๆหรือเห็กฉะๆ ว่า พ่อหมูของแม่หมูไม่ได้รักแม่หมู มีแม่หมูคนเดียวเสียแล้ว ข้อความและการแสดงการเป็นคู่รักแบบเปิดเผยมันเป็นข้อดีและข้อเสียในตัว เวลาเลิกกันแล้วนี่สิคือปัญหา แต่ว่าข้อดีคือทำให้คนในสังคมบางกลุ่มรุ้ว่าเรารักกัน เป็นแฟนกัน เป็นข้อยืนยันทางอ้อมเท่านั้น ข้อยืนยันทางตรงที่มั่นคงที่สุดของคนเราคือการแต่งงานและการสมรสนั้นต้องถูกต้องตามกฎหมายบัญญัติ คือจดทะเบียนสมรสต่างฝ่ายจะได้มีสิทธิต่อกัน เพราะหากฝ่ายใดบิดพลิ้วไปมีหญิงหรือชายอื่นนอกจากภรรยาหรือสามีตนนั้นก็สามารถฟ้องหย่าได้ทันที โดยมิพึงต้องรออีกฝ่ายมายอมรับ เพราะศาลมองว่ามันเป็นเรื่องศีลธรรม ศาลจะถือเอาคำพิพากษาของศาลแสดงเจตนาหย่าแก่กันแทนการแสดงเจตนาของคู่สมรสอีกฝ่ายก็ได้ ดังนั้น จึงไม่มีจุดยืนให้เรามั่นใจต่อไปได้เลยว่า คนที่เรารักมากๆในตอนนี้ เขาจะรักเรามากสักเพียงใด จึงยังมีความเชื่อที่มั่นคงอยู่ว่า มีแต่ความรักของพ่อแม่ที่มีต่อลูกของตนเท่านั้น เป็นความรักที่บริสุทธิ์แท้ แต่หากพ่อแม่ได้มารับรู้ว่าลูกของตนทุกข์ถึงเพียงใดก็มีอาจกินได้อยู่ได้เยี่ยงกัน ดังนั้นความทุกข์ที่ฉันมีฉันไม่อยากพูดถึงมันอีกแล้ว กลัวว่ามันจะสร้างความกลัดกลุ้มใจมากขึ้นเท่านั้น
.................ตามที่ได้ดูได้เห็นหลักฐานยืนยันการนอกใจของพ่อหมูที่ทำกับแม่หมูได้ลงนั้น คงมิพ้นสื่อต่างๆที่แม่หมูขาดไม่ได้นั่นคืออินเตอร์เน็ต ซึ่งบางทีมันเป็นข้อเสียอย่างหนึ่งถ้ามีใครมาล่วงรู้ความลับของเรา แรกพ่อหมูพยายามแสดงความเปิดเผยใจขนาดให้รหัสผ่านอีเมลล์แก่แม่หมู จนลืมคิดไปสิว่าแม่หมูโตแล้ว ทำอะไรได้มากกว่าที่เป็น แต่ก็เสียใจได้มากกว่าที่ควร เมื่อแม่หมูรู้ความจริงนาทีแรกที่ตาเห็น ใจก็พลอยสลายไปด้วย น้ำตาแม่หมูไม่ได้หลั่งในทันทีแต่ว่ามันร้อนเนื้อร้อนตัวไปหมด มือไม้สั่น ประหนึ่งว่าจะขาดลมหายใจ ฟ้าผ่ามาที่กลางใจเพียงนั้น อาการแบบนี้มันเริ่มเกิดขึ้นอีกแล้ว เมื่อรู้ว่าแม่หมูเป็นมือที่สามเป็นคนมาทีหลังที่ไม่รู้ว่าพ่อหมูมีใครทำอะไรกลับใครไว้ มันคงเหมือนเพลง น้ำใต้เข่าที่แม่หมูชอบร้องกระมัง ในตอนนี้บทเพลงมันคงเยาะเย้ยเอาน่าดู เรื่องราวต่างๆกลับตอกย้ำใจที่ป่นปี้ว่า แผลเก่ายังไม่ทันหาย แผลใหม่ก็มาสร้างรอยลึกเข้าไปอีก ซึ่งจะพูดว่าแม่หมูพ่อหมูกับคนๆนั้นอีกต่อไปมิได้อีกแล้ว คงเดินต่อไปมิได้อีกแล้ว เจ็บเสียยิ่งกว่าเจ็บ และเชื่อว่าบุคคลที่เจ็บกว่านั้นคงเป็นผู้หญิงคนๆนั้นที่พ่อหมูแอบหนีเธอมา และก็ขอยกนิ้วให้เลยว่า พ่อหมูซึ่งไม่ใช่พ่อหมูนั้นเป็นฆาตรกรดีเด่นจริงๆฆาตรกรในการลักหัวใจลักความรักซึ่งแม่หมูไม่เคยมีให้ใครมากเท่านี้ และฆาตรกรในคดียิงปืนเข้าที่ใจจนเหยื่อคนนี้ต้องตายลง มันคงเป็นคดีแรกเลยสิท่า ที่ฉันเจอกับตัวเอง ฉันไม่เคยเป็นมือที่สามของใครแบบนี้ มีเพียงแต่การคิดเท่านั้น แต่ว่าฉันไม่รู้ว่าการกระทำของฉันกำลังทำร้ายใครบางคน ซึ่งวันนั้นเธอเองเป็นคนเข้ามาคุยกับคนรักของฉันในเฟสบุ๊คที่เคยเป็นของฉัน แต่ว่่าให้เขาเล่นด้วย กรณีพิพาทจึงได้เกิดขึ้น เมื่อคนอีกคนแถลงข้อเท็จจริงหรือคำให้การไม่ตรงกับการกระทำ และคนรอบข้างเขานั้นจะโกหกฉันไปเพื่ออะไร หากมองถึงความเป็นมนุษย์ด้วยกัน การที่จะรักษาน้ำใจมิใช่การปกปิดหากแต่ว่ามันคือการเปิดเผย หากฉันรู้ฉันก็คงไม่ทำ เพราะฉันไม่อยากร้องเพลงนั้น"อยากเป็นคนรักไม่อยากเป็นชู้"
...............อยากไปให้ไกลสุดโพ้น อยากไปดินแดนที่มีแต่ความสงบ ไม่พบกับความเลวร้ายแบบนี้ อยากพบแต่ความสุขสงบเงียบงัน แต่ว่ามันจะเป็นได้ไงเล่า เพราะชีวิตคือชีวิต แม้ในแต่ละวันต่อจากนี้จะต้องกลับมายืนหยัดอยู่คนเดียวอีกครั้ง และแม้ว่าก้าวเดินนั้นจะโยกเยกโซเซบ้างคงไม่เป็นไร และแม้จะไม่อยากมีใครมาช่วยให้เดินตรงๆก็ตาม แผลที่ลึกเกิน จนหาแพทย์ดีๆที่ไหนในโลกรักษาไม่ได้ แพทย์ที่ดีที่สุดในตอนนี้คงเป็นกำลังใจและใจของเราเองที่จะเยียวยาตัวมันเอง แต่มันคงจะอีกนานแสนเข็ญ และอีกนานที่จะมั่นคงดังเดิม เพราะว่าชีวิตต้องเดินตลอดเวลา ต้องก้าวไป และชีวิตต้องเผชิญกับอุปสรรคและปัญหาต่างๆซึ่งมันเป็นข้อพิสูจน์ให้เราต้องคอยแก้ไขมัน แต่บ่อยครั้งแล้วที่ฉันเจอ จนไม่อยากเห็นมันอีก
...................และท้ายที่สุดของราตรีกาลแห่งความมืดมนและเงียบเหงาในวันนี้ คงหนีไม่พ้นกายาที่เมื่อยล้า มโนที่สลดลง แต่ทุกสิ่งทุกอย่างยังคงต้องต่อไป แม้วันพรุ่งนี้จะเจ็บกว่าที่เป็น แม้วันพรุ่งนี้จะไม่มีใครเห็นความรักน้อยๆที่มีค่าของเรา แม้ว่างานที่จะต้องทำจะออกมาแย่สุดแย่ หรือแม้ว่าจะหมดหนทางไขว่คว้าอะไรสักเพียงใด แต่ใจฉันก็ไม่เคยหยุดรัก แต่ว่าคนที่สมควรจะได้รับรักนั้นไม่มี และจะไม่มีอีกแน่นอน......

และคำถามในตอนนี้คือ ฉันจะมีความรักไปทำไม โหยหาไปทำไม?

บทความโดย ภุมริน

28 มกราคม 2554

Where do U see yourself in 5 years?

Nowadays, the most important thing that I think on my opinion is an education,because People in today's society are focused on the study. It means they focus on education as the foundation of life. Because of job applicants in recruitment in the current has risen. I believe that many people wish to study in higher education. Especially for me, because I am a law student and hope of the family. Furthermore, my ambition is to become a good lawyer in the court. Therefore, it is not surprising that I should learn more to a stable of my future and the career. Because education is important and necessary for everyone in the nation.Over next five years. Although I do not have more money or scholarship, I will try to study in higher education. It is the Thai Bar Association and Master degree. Also, while I learned is that the desire to do private business. In order to find a private fund for myself. Finally, I might not get all destinations; however, I will try to do everything with all ones might.

หากท่านผู้อ่านเป็นผู้ที่ชำนาญเกี่ยวกับภาษาอังกฤษ ขอรบกวนท่านช่วยชี้นำเรื่องคำศัพท์และไวยากรณ์ด้วยฉันจะขอบคุณอย่างยิ่ง เพราะไอ้เราก็ไม่ใคร่อยากเรียนรู้เลยเกี่ยวกับอังกฤษแต่ก็ใคร่อยากจะทราบบ้างเช่นกันเพราะปัจจุบันมันสำคัญจริงๆ


บทความโดย...ภุมริน (มือใหม่หัดเขียน)

29 ธันวาคม 2553

คนรักกับความหวัง ความฝันและอดีต

.....หลังจากห่างเหินหายหน้าไปนาน ฉันก็นึกขึ้นได้ว่าฉันมีอีกที่ระบายความในใจดีๆนอกจากเพื่อนหรือคนสำคัญแล้ว เขาคงไม่กักเก็บเรื่องราวของเราที่เกี่ยวกับความอึดอัดในใจของเราไว้ แต่ทั้งนี้ก็ยังมีสิ่งหนึ่งที่สามารถกักเก็บความทรงจำเป็นฐานข้อมูลที่ใช้สำหรับเล่าเรื่องราวต่างๆผ่านความรู้สึกของเราลงในบล็อกแห่งนี้

......ในการนิยามเรื่องของความรักนั้นอาจแตกต่างกันออกไป แม้แต่ตัวฉันเองก็ยังนิยามไม่ถูกว่าแท้จริงความรักคืออะไร ความรักระหว่างชายหญิงเป็นเรื่องละเอียดอ่อนซึ่งต้องใช้ความเข้าใจอย่างมาก
ฉันคนหนึ่งที่เคยมีโอกาสรู้จักความรัก แต่อันที่จริงไม่รู้ว่าการกระทำและความรู้สึกของฉันเรียกว่ารักไ้ด้หรือเปล่าเพราะว่า ฉันยังห่างไกลกับเรื่องพวกนี้มาก อาจเป็นเพราะความผิดหวังจากความรักบ้าง ความเสียใจบ้างและที่สำคัญคงสุดที่จะอดทนกับเรื่องทุกข์ใจบวกกับเวลาที่มันยังมาไม่ถึง มั้ง...T^T
......คนเรามักจะฝากความหวังไว้กับคนรักมาก หวังให้เขารัก หวังให้เขาเข้าใจ และอยากได้สิ่งดีดีจากเขาและอยากให้เขาเห็นอกเห็นใจ ที่สำคัญคือเอาใจนั่นเอง โดยเฉพาะผู้หญิง ซึ่งฉันเป็นผู้หญิงฉันเลยเข้าใจเป็นอย่างดี
ความจริงแล้วผู้ชายไม่อาจรับรู้ความละเอียดอ่อนของใจผู้หญิงหรอก พวกเขาไม่รู้หรอกว่าเราคิดอะไรในใจ และไม่อาจรู้ว่าอารมณ์เราแบบไหน แต่เชื่อว่าทุกสิ่งที่ผู้หญิงทำไปมักจะคู่กับอารมณ์เป็นส่วนใหญ่และเพื่อเหตุผลบางอย่าง
.....แต่หลายครั้งที่ฉันเองผิดหวังจากเรื่องรักๆกับประโยคที่เคยได้ยินมาจากคนอื่นที่ว่า พอเราหวังความผิดหวังก็มาเยือน มันคงจะจริงอยู่ไม่น้อยเพราะเมื่อตั้งความหวังเอาไว้สูง บางครั้งหากไม่เป็นตามอย่างที่หวังเราก็จะเสียใจ แต่ก็ไม่สิ้นที่จะไม่ให้เราหวัง อย่าเพิ่งหมดหวัง แต่เพียงหวังน้อยๆเพราะความจริงที่จะพูดต่อไปนี้
มันมีความจริงซ่อนอยู่ (แต่ก็ิอาจไม่จริงสำหรับความเชื่อบางคนเท่านั้น)สำหรับคนรักที่เป็นฝ่ายชาย
ผู้ชายตามธรรมชาติแล้วเจ้าชู้
ผู้ชายชอบความท้าทาย
ผู้ชายชอบชมตัวเองและให้กำลังใจตัวเอง
ผู้ชายคิดว่าตัวเองดูดีเสมอ
ผู้ชายคิดว่าเขาไม่อาจสิ้นรักได้
ผู้ชายไม่ชอบการเปรียบเทียบ
ผู้ชายชอบการแข่งขัน
ผู้ชายชอบคำชม เยินยอ สรรเสริญ
ผู้ชายคิดว่าการที่จีบผู้หญิงติดเป็นเรื่องที่ท้าทาย
ผู้ชายคิดว่าการได้ครอบครองผู้หญิงสวยน่ารักเป็นเรื่องมีหน้ามีตา
ผู้ชายคิดว่าการได้ถูกรักจากผู้หญิงเก่งเป็นเรื่องที่โดดเด่น
ผู้ชายคิดว่าการที่จีบผู้หญิงหลายคนติดเป็นเรื่องที่น่ายินดี
ผู้ชายคิดว่าผู้หญิงทุกคนเอาแต่ใจ
ผู้ชายคิดว่าการได้ผู้หญิงที่บริบูรณ์ที่สุดเป็นลาภอันประเสริฐ
ผู้ชายคิดว่าผู้หญิงที่รักนวลสงวนตัวเป็นของมีค่าเสมอและน่าติดตาม
ผู้ชายคิดว่าการถูกเอาใจจากคนรักนั้นเป็นเรื่องที่พิเศษ
ผู้ชายคิดว่าการที่ถูกแฟนหึงเป็นเรื่องปกติ
ผู้ชายคิดว่าการได้แตะต้องตัวผู้หญิงเป็นเรื่องธรรมชาติ
ผู้ชายคิดว่าการได้เป็นเจ้าของทั้งกายใจของคนรักเป็นเรื่องสำคัญ
ผู้ชายคิดว่าการที่ผู้หญิงเกลียดคือผู้หญิงรัก
ผู้ชายคิดว่าการที่ผู้หญิงบ่นคือเจ้าจี้
ผู้ชายคิดว่าการได้ครอบครองสาวฮอตสองคนในเวลาเดียวกันเป็นเรื่องโก้
ผู้ชายคิดว่าการที่ผู้หญิงแก่งแย่งเขาแสดงว่าเขามีเสน่ห์
ผู้ชายคิดว่าการที่ผู้หญิงตบตีและใช้กำลังเป็นเรื่องที่ไม่สมควร
ผู้ชายชอบผู้หญิงสุขภาพดีและหุ่นดี
ผู้ชายทุกคนไม่ปฏิเสธผู้หญิงสวย
ผู้ชายทุกคนเลือกคนที่คิดว่าเหนือกว่าหรือแน่นอนกว่า
และอะไรที่มากมายกว่านี้อย่าคิดว่าเราไม่รู้ว่าผู้ชายเจ้าชู้และชอบซ่อนกิ๊ก
และผู้หญิงไม่ใช่ตัวเลือก

.....ความฝัน พูดถึงความฝันแล้วเชื่อว่าทุกคนมีความฝัน และความฝันมักพูดถึงอนาคตด้วยเสมอ บางคนปรารถนาจะให้ความฝันเป็นจริง แต่น้อยครั้งที่ไม่เป็นตามนั้น แต่ทุกคนไม่เคยหยุดฝัน บางคนอาจเปลี่ยนแปลงความฝันเพื่อให้ถึงเป้าหมายง่ายขึ้นและเดินตามฝันให้ถูกต้อง
....การที่เราคบกับใครสักคนหนึ่งและเขานั้นเป็นคนรักของเรา เราก็อยากจะมีความฝันและเดินไปตามฝันร่วมกับเขาซึ่งมันก็ไม่ต่างจากความหวังเท่าไหร่นัก แต่ว่าส่วนใหญ่ความหวังมักเป็นจริงกว่าความฝัน
และความฝันไม่มีโอกาสผิดหวัง บางทีมันอาจเป็นเรื่องไกลตัวและเพ้อเจ้อ แต่ความหวังมักเป็นสิ่งที่อาจเกิดขึ้นได้และไม่ได้

...แม้หลายครั้งความรักจะทำให้ฉันเปลี่ยนแปลงความฝัน และหลายครั้งที่คนรักของฉันเคยทำให้ฉันหมดหวัง แต่หัวใจฉันไม่เคยหยุดรักและหยุดฝัน หากแต่ว่ามันยังดำเนินไปอยู่เสมอ ความผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำอีกมันทำให้ฉันดูเหมือนคนไม่มีหัวใจและไม่อยากจะให้โอกาสใครได้ความรักจากฉัน แต่ก็น้อยครั้งที่ฉันจะปฏิเสธ ฉันยังคอยให้โอกาสคนที่ว่ารักฉันนั้นให้ฉันได้รู้ว่าเขารักฉันจริงหรือเปล่า แต่ว่าสุดท้ายก็ยังไม่เจอคนที่แน่จริง

....ที่ผ่านมาฉันเจอแต่คนเจา้ชู้ คนรักของฉันทำให้ฉันผิดหวัง ฉันเกลียดคำโอ้อวดดีและคำโกหก คำสัญญาลวงๆ ซึ่งมันทำให้ฉันรอและรอ และสุดท้ายคำว่ารอนั้นก็ทำร้ายฉัน จนทุกวันนี้ ฉันจึงเกลียดการรอคอย
และฉันก็ไม่เคยรอ ฉันเพียงอยู่กับปัจจุบันกับตัวเองทุกๆวัน ใครจะทำเพื่อฉันในอนาคตนั้นฉันไม่อยากรับรู้
ฉันอยากรู้ในตอนนั้นเลยจะดีกว่า

.....ฉันเป็นคนยึดติดกับเรื่องราวความเจ็บปวดในอดีตทั้งของตัวเองและของคนรักและมักเอามาทำร้ายตัวเองในปัจจุบัน นำมาสืบสายเชื่อมโยงเรื่องและทำให้ตัวฉันเองกลายเป็นคนมองโลกในแง่ร้าย หวาดระแวงทุกๆครั้ง ทำให้ไม่ไว้ใจคนรัก หนำซ้ำนิสัยส่วนตัวก็เป็นคนขี้น้อยใจ ขี้หึง และชอบพูดแรงๆซึ่งบางครั้งฉันกลัวว่าพฤติกรรมของฉันจะทำให้คนรักของฉันไม่ชอบเอาและก็เบื่อฉันลง

....แต่ทว่าในตอนนี้ ฉันกำลังพบกับคนๆนึง คนผู้นั้นอาจจะอยู่ห่างไกลฉันเพราะระยะทางไกลกัน แต่เราคิดว่ามันมิใช่อุสรรค มันมิใช่หนทางที่ไกลเกินจะไปหากันได้ และเราคิดว่าเรามีใจสื่อถึงกัน แม้บุคลิกและนิสัยส่วนตัวบางอย่างทำให้ฉันและใครๆมองว่าเขา เจ้าชู้ ซึ่งความจริงจะเป็นเช่นไรนั้นฉันไม่รู้ ฉันไม่อยากมองถึงอดีตอีกแล้ว ฉันกลัวว่าจะทำให้เป็นปัญหาระหว่างเรา อีกทั้งหลายคนก็มักจะมาพูดมาบอกให้ฉันระวังตัว บอกว่าเขานั้นเจ้าชู้ มีผู้หญิงมากมาย ซึ่งฉันยอมรับว่าเราอยู่ไกลกัน มีบ้างที่ต้องระแวง แต่ฉันจะกังวลไปทำไม ในเมื่อใจฉันรู้ความจริงและตัวตนเขาทั้งหมดว่าเขายังไง เขาอาจดูทุ่มเทมากเกินเพื่อฉัน ซึ่งบางคนอาจคิดว่าเขาอยากได้อะไรจากตัวฉัน หวังจะหลอกฉัน ซึ่งฉันไม่เคยคิดเลย เขาดูเป็นสุภาพบุรุษมากและไม่มีใครรรู้มากไปกว่าเรา และต่อจากนี้หากเขารักฉันจริงเขาก็ไม่จำเป็นต้องท้อถอย ฉันเองก็ไม่จำเป็นต้องหนี เพราะเรารอถึงวันนั้นของเรา ถ้าเขาไม่ทำมันลงไป หรือฉันไม่อยู่ตามสัญญา แสดงว่าเราไม่รักกันมันก็จบลง ไม่เห็นจะต้องอะไรมาก



.....ฉันรักเธอ......ฉันจะไม่หยุดฝัน....อดีตของฉัน ปัจจุบันของเรา.....

....ของเรา เพื่อเรา.....

.....แด่..............คงรู้นะ.............จะรอ

ความหวังและความฝันฉันอยู่ที่เธอ...



บทความโดย ภุมริน